4.6
(7)

อย่าเพิ่งงงกับกับหัวข้อที่เกริ่นขึ้นมา ณ ที่นี้ “กาลเวลา” ที่กำลังจะพูดถึงนี้ คือ “Tenses” ซึ่งเป็นไวยากรณ์สำคัญที่ทำให้หลายคนที่หัดพูดหรือเขียนภาษาอังกฤษสับสนได้มากพอสมควร เพราะ Tenses จะเป็นบ่งบอกว่า สิ่งที่พูดอยู่นั้น เป็นเรื่อง อดีต ปัจจุบันหรืออนาคต

ภาษาไทยกับประโยคเกี่ยวกับกาลเวลา

ภาษาไทย ของเราอาจไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนคำ แต่อาจจะมีคำเสริมเพื่อบ่งบอกว่า เป็นอดีต เช่นคำว่า “เมื่อวาน” หรือเป็นปัจจุบัน เช่น “เดี๋ยวนี้”, “ตอนนี้” หรือถ้าจะพูดถึงอนาคต ก็อาจจะใส่คำว่า “พร่งุนี้” เป็นต้น

กาลเวลา (Tenses) แบ่งออกได้ 3 เวลา

  • อดีต (Past tenses)
  • ปัจจุบัน (Present tenses)
  • อนาคต (Future tenses)

แต่ละ Tenses หลักๆ (Past, Present and Future tenses) ข้างต้นนั้น แต่ละ Tenses ยังสามารถแบ่งออกได้ 4 อย่างย่อยๆ ดังนี้

  • Simple (เรียบง่าย)
  • Continuous (ต่อเนื่อง)
  • Perfect (สมบูรณ์)
  • Perfect Continuous (สมบูรณ์ + ต่อเนื่อง)

ดังนั้น ถ้าจะสรุป Tenses หลักมี 3 และแต่ละ Tenses หลักๆ ก็สามารถแบ่งแยกย่อยออกมาได้ 4 อย่าง พอคูณกัน (3 x 4) ก็จะได้ทั้งหมด 12 Tenses

มาถึงตอนนี้ ก็อย่าเพิ่งงงกันนะครับ แค่ขอให้เข้าใจว่า Tenses สามารถแบ่งออกได้เป็นทั้งหมด 12 Tenses และแต่ละอย่างมีอะไรบ้าง เพียงเท่านี้ ก็ถือว่า ดีมากแล้ว ต่อมา เราก็ค่อยมาทำความเข้าใจจากตัวอย่าง แต่ละ Tenses ว่า มีรูปประโยคอย่างไรบ้าง

  • Present Simple Tenses
    ใช้กับเหตุการณ์ปัจจุบัน
    I live in Tokyo.
  • Present Continuous Tenses
    ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง และยังคงต่อเนื่องอยู่
    I’m studying in Japan
  • Present Perfect Tenses
    ใช้กับเหตุการร์ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต
    I have been leaved in Thailand
  • Present Perfect Continuous Tenses
    ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และยังคงเกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน หรือ ณ ตอนนี้
    I have been watching TV since this morning.

How useful was this post?

Click on a star to rate it!

Average rating 4.6 / 5. Vote count: 7

No votes so far! Be the first to rate this post.